แผ่นดินไหวเกิดขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที ชีวิตและทรัพย์สินสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ก็อยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศที่อยู่ใกล้กับรอยเลื่อนที่ยังคงมีการเคลื่อนที่อยู่
จากประสบการณ์ของผมในการตอบสนองต่อภัยพิบัติและการฝึกอบรมด้านการจัดการสาธารณภัยมานานกว่า 15 ปี สิ่งที่ทำให้ผมกังวลมากที่สุดไม่ใช่ตัวแผ่นดินไหวเอง แต่คือความไม่พร้อมของผู้คน การไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร นั่นคือสิ่งที่คร่าชีวิตคนมากกว่าแรงสั่นสะเทือนเสียอีก บทความนี้จะพาคุณผ่านขั้นตอนการเตรียมพร้อมและการรับมือกับแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณและครอบครัวปลอดภัยที่สุด
- ทำความเข้าใจความเสี่ยงแผ่นดินไหวในประเทศไทย
- การเตรียมพร้อมก่อนเกิดแผ่นดินไหว
- สิ่งที่ต้องทำระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
- การดูแลตัวเองหลังจากเกิดแผ่นดินไหว
- การช่วยเหลือผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร
- การดูแลสุขภาพจิตหลังเกิดภัยพิบัติ
- จุดตัดสินใจสำคัญ: อพยพหรืออยู่กับที่?
- การกระทำวันนี้: แผนปฏิบัติการสำหรับครอบครัว
- สรุป: ความพร้อมคือกุญแจสำคัญ
- แหล่งอ้างอิง
ทำความเข้าใจความเสี่ยงแผ่นดินไหวในประเทศไทย
ประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่ยังมีพลังงานหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ได้แก่ รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนพะเยา และรอยเลื่อนเชียงราย ซึ่งเคยก่อให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดรุนแรงพอที่จะสร้างความเสียหายให้กับอาคารและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย โดยเฉพาะจากเมียนมาร์และอินโดนีเซีย แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในพื้นที่เหล่านี้สามารถทำให้รู้สึกได้ในหลายจังหวัดของไทย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารที่ไม่ได้มาตรฐานได้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และกระบี่ หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือมีครอบครัวอยู่ที่นั่น การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
การเตรียมพร้อมก่อนเกิดแผ่นดินไหว
ประเมินและปรับปรุงความปลอดภัยของบ้าน
สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบสภาพบ้านของคุณ อาคารที่สร้างก่อนปี พ.ศ. 2540 ในหลายพื้นที่อาจยังไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างเพื่อประเมินความแข็งแรงของอาคาร
- ยึดตู้ และเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่กับผนังหรือพื้น โดยเฉพาะตู้หนังสือ ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศที่ติดผนัง
- จัดเก็บสิ่งของหนักไว้ในระดับต่ำ เช่น บนพื้นหรือชั้นล่างสุดของตู้ ไม่ควรวางของหนักไว้บนชั้นสูง
- ตรวจสอบท่อแก๊สและระบบไฟฟ้า หากมีการชำรุดหรือรั่วซึม ควรซ่อมแซมทันที
- รู้จักตำแหน่งวาล์วปิดแก๊สและมิเตอร์ไฟฟ้าและฝึกซ้อมการปิดในกรณีฉุกเฉิน
จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
ชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินควรพร้อมใช้งานตลอดเวลา และทุกคนในบ้านควรรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน สิ่งที่ควรมีในชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับครอบครัว ได้แก่
- น้ำดื่มสำรองอย่างน้อย 3 วัน (คนละ 3 ลิตรต่อวัน)
- อาหารแห้งหรืออาหารกระป๋องที่เก็บได้นาน สำหรับ 3–7 วัน
- ไฟฉาย พร้อมแบตเตอรี่สำรอง
- วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่สำหรับรับข่าวสาร
- ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงยาประจำตัวที่จำเป็น
- สำเนาเอกสารสำคัญในถุงกันน้ำ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดิน
- เงินสดจำนวนหนึ่ง เพราะระบบธนาคารอาจใช้งานไม่ได้
- ผ้าห่มและเสื้อผ้าสำรอง
- นกหวีดหรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
ถุงเป้ฉุกเฉินที่บรรจุสิ่งของเหล่านี้และสามารถหยิบได้ทันทีเมื่อต้องอพยพ เป็นสิ่งที่ผมแนะนำให้ทุกครัวเรือนมีไว้เสมอ
วางแผนการสื่อสารและนัดหมายครอบครัว
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โทรศัพท์มือถืออาจใช้งานไม่ได้เนื่องจากสัญญาณล้น ครอบครัวควรกำหนดแผนล่วงหน้าดังนี้
- จุดนัดพบภายในบ้าน: สถานที่ปลอดภัยในบ้าน เช่น หน้าบ้านหรือสวน
- จุดนัดพบนอกบ้าน: สถานที่ที่ทุกคนรู้จักดี เช่น วัด โรงเรียน หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน
- ผู้ติดต่อกลาง: กำหนดญาติหรือเพื่อนในต่างจังหวัดเป็นผู้ประสานงาน เพราะการโทรระยะไกลมักทำได้ง่ายกว่าการโทรในพื้นที่เดียวกัน
ฝึกซ้อมแผนนี้กับทุกคนในครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้ง รวมถึงเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไรโดยไม่ต้องคิดมาก
สิ่งที่ต้องทำระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
หลักการ “ก้ม หลบ ยึด” (Drop, Cover, Hold On)
เมื่อพื้นเริ่มสั่น ให้ปฏิบัติตามหลักการนี้ทันที
- ก้ม (Drop): ลงไปนอนหรือคุกเข่าบนพื้น เพื่อป้องกันการล้มจากแรงสั่นสะเทือน
- หลบ (Cover): หลบใต้โต๊ะแข็งแรง หรือหากไม่มีโต๊ะ ให้คลุมศีรษะและคอด้วยมือทั้งสองข้าง หันหน้าเข้าหาผนังด้านใน
- ยึด (Hold On): จับยึดขาโต๊ะหรือสิ่งที่มั่นคงไว้ และรอจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด
สิ่งที่ไม่ควรทำระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
- ห้ามวิ่งออกจากอาคาร: สิ่งของที่ตกลงมาจากอาคาร เช่น กระเบื้อง กระจก และเศษคอนกรีต มักเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บ
- ห้ามใช้ลิฟต์: ลิฟต์อาจหยุดทำงานหรือเกิดไฟฟ้าขัดข้องระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
- ห้ามยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหรือประตูกระจก: กระจกอาจแตกและทำให้ได้รับบาดเจ็บ
- ห้ามจุดไฟหรือใช้เปลวไฟใดๆ: อาจมีแก๊สรั่วโดยที่คุณไม่รู้ตัว
หากคุณอยู่ภายนอกอาคาร
เดินออกห่างจากอาคาร เสาไฟฟ้า สายไฟ และต้นไม้ใหญ่ ไปยังพื้นที่โล่งและคุกเข่าลงบนพื้นจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด หากคุณกำลังขับรถอยู่ ให้จอดรถในพื้นที่ปลอดภัย ห่างจากสะพาน อุโมงค์ และสายไฟ แล้วรออยู่ในรถจนกว่าการสั่นสะเทือนจะสิ้นสุด
การดูแลตัวเองหลังจากเกิดแผ่นดินไหว
ตรวจสอบความปลอดภัยทันที
เมื่อการสั่นสะเทือนหยุดลง ให้ตรวจสอบร่างกายของตัวเองและผู้อื่นที่อยู่ด้วยก่อน หากมีผู้บาดเจ็บ ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและเรียกหน่วยกู้ภัย จากนั้นให้ตรวจสอบสภาพแวดล้อม
- ดมกลิ่นแก๊ส หากได้กลิ่นแก๊ส ให้เปิดหน้าต่างและออกจากอาคารทันที
- ตรวจสอบสายไฟและระบบไฟฟ้า หากพบสายไฟขาดหรือลัดวงจร ให้ปิดมิเตอร์ไฟฟ้าหลัก
- ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร หากพบรอยแตกร้าวขนาดใหญ่หรืออาคารเอียง ให้ออกจากอาคารทันที
เตรียมรับมืออาฟเตอร์ช็อก
อาฟเตอร์ช็อกหรือแผ่นดินไหวตามหลังมักเกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวหลัก และอาจมีขนาดรุนแรงพอที่จะทำให้อาคารที่เสียหายแล้วพังทลายได้ ที่ศูนย์อพยพจริงๆ สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กลับเข้าไปในอาคารที่เสียหายทันทีหลังแผ่นดินไหวหลักหยุด แล้วถูกอาฟเตอร์ช็อกถล่มซ้ำ
ให้ปฏิบัติตามหลักการ “ก้ม หลบ ยึด” ทุกครั้งที่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน และอย่าเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหายจนกว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยแล้ว
รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย สิ่งสำคัญคือต้องรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เปิดวิทยุเพื่อรับฟังประกาศจากหน่วยงานราชการ และติดตามข่าวสารจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะรายงานข้อมูลแผ่นดินไหวและคำแนะนำอย่างเป็นทางการ
การช่วยเหลือผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร
หากคุณพบผู้ที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร ให้ปฏิบัติดังนี้
- แจ้งหน่วยกู้ภัยทันที: โทร 199 (ดับเพลิงและกู้ภัย) หรือ 1669 (ฉุกเฉินการแพทย์)
- พูดคุยกับผู้ที่ถูกฝังเพื่อให้เขาสงบและรู้ว่ามีคนมาช่วย
- อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่ต้องสงสัยว่ามีบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ยกเว้นกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตทันที เช่น ไฟไหม้
- อย่าขุดหรือเคลื่อนย้ายซากอาคารโดยไม่ได้รับการฝึกอบรม เพราะอาจทำให้โครงสร้างพังทลายซ้ำ
การดูแลสุขภาพจิตหลังเกิดภัยพิบัติ
ผลกระทบทางจิตใจจากแผ่นดินไหวมักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญไม่แพ้การบาดเจ็บทางกาย ผู้รอดชีวิตหลายคนประสบกับภาวะตึงเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) ความกลัว ความวิตกกังวล และอาการนอนไม่หลับ
สภากาชาดไทยและหน่วยงานสาธารณสุขมักจัดทีมสนับสนุนสุขภาพจิตในพื้นที่ประสบภัย หากคุณหรือคนในครอบครัวรู้สึกไม่ปกติทางจิตใจหลังเกิดภัยพิบัติ ควรขอรับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลตัวเองที่ชาญฉลาด
- พูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนฝูงเกี่ยวกับความรู้สึก
- รักษากิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
- จำกัดการรับชมข่าวสารที่ทำให้รู้สึกแย่ลง
- ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หากต้องการความช่วยเหลือ
จุดตัดสินใจสำคัญ: อพยพหรืออยู่กับที่?
หนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุดหลังเกิดแผ่นดินไหวคือ จะอยู่ในบ้านหรืออพยพออกไป นี่คือแนวทางการตัดสินใจ
ให้อพยพทันทีหากพบสิ่งต่อไปนี้
- มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนผนังหรือโครงสร้างหลัก
- ประตูหรือหน้าต่างบิดเบี้ยว ไม่สามารถเปิดหรือปิดได้ตามปกติ
- พื้นยุบหรือเอียงอย่างเห็นได้ชัด
- ได้ยินเสียงดังหรือเสียงแตกจากโครงสร้าง
- มีกลิ่นแก๊สหรือควัน
- เจ้าหน้าที่สั่งให้อพยพ
สามารถอยู่ในบ้านได้หาก
- อาคารไม่ได้รับความเสียหายที่มองเห็นได้
- ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังทำงานได้หรือมีสำรองเพียงพอ
- ไม่มีคำสั่งอพยพจากเจ้าหน้าที่
ในทุกกรณี ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และติดตามข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างสม่ำเสมอ
การกระทำวันนี้: แผนปฏิบัติการสำหรับครอบครัว
การเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอจนเกิดเหตุ นี่คือสิ่งที่ควรทำในสัปดาห์นี้
- วันนี้: บอกทุกคนในบ้านเกี่ยวกับหลักการ “ก้ม หลบ ยึด” และซ้อมพร้อมกัน
- ภายในสัปดาห์นี้: กำหนดจุดนัดพบฉุกเฉินและผู้ติดต่อกลางของครอบครัว บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ในสมุดบันทึก (ไม่ใช่แค่ในโทรศัพท์)
- ภายในเดือนนี้: จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและน้ำสำรองให้เพียงพอสำหรับครอบครัว
- ภายในไตรมาสนี้: ตรวจสอบและยึดเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ในบ้าน ปรึกษาช่างหรือวิศวกรเกี่ยวกับความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร
สรุป: ความพร้อมคือกุญแจสำคัญ
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถป้องกันการเกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมเพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ผ่านวิกฤตได้อย่างปลอดภัยกับผู้ที่ไม่ส่วนใหญ่อยู่ที่ “การเตรียมพร้อมล่วงหน้า” ไม่ใช่โชคชะตา
จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ประสบภัยมานานหลายปี ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ครอบครัวที่มีแผนและฝึกซ้อม รับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าครอบครัวที่ไม่มีการเตรียมพร้อมอย่างเห็นได้ชัด ทุกวินาทีในการเตรียมพร้อมวันนี้ อาจเป็นตัวชี้ขาดในวันที่ภัยพิบัติเกิดขึ้น
ขอให้คุณและครอบครัวปลอดภัยเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.): www.disaster.go.th — ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยและคำแนะนำการเตรียมพร้อม
- กรมอุตุนิยมวิทยา: www.tmd.go.th — ข้อมูลแผ่นดินไหวและการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ
- สภากาชาดไทย: www.redcross.or.th — แนวทางการปฐมพยาบาลและการสนับสนุนสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ


コメント